แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แก้ไขปัญหา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แก้ไขปัญหา แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

5 ประโยชน์ของรอยยิ้ม ที่จะทำให้ชีวิตคุณ ดี๊ดี


 Advertisement

            เพราะ Too Many Think เชื่อว่า "รอยยิ้ม ทำให้โลกนี้สดใจ ยิ้มสิ ละลายความเครียดได้" การยิ้มมีพลังพิเศษ เวลามีความสุขคนเรามักจะยิ้มออกมา รอยยิ้มทำให้โลกดูสดใสเสมอ รอยยิ้มยังมีประโยชน์กว่าแค่ความใช้แสดงรู้สึกมีความสุขออกมาเท่านั้นนะ วันนี้มาดูกันว่ารอยยิ้มทำอะไรได้บ้าง และจะทำให้ชีวิตคุณดีขึ้นได้อย่างไรกัน?


1. รอยยิ้มมีพลังและเปี่ยมเสน่ห์ 

            บางคนหน้าตาสวยหล่อ จะหน้าบึ้งหรือ หน้าตานิ่งๆ ก็ดูดีมีเสน่ห์ แต่คุณเชื่อหรือไม่?  บางคนเวลายิ้มแล้วมีเสน่ห์มากๆ อาจทำให้คนธรรมดา กลายเป็น คนน่ารัก เปี่ยมเสน่ห์ไปเลย ที่สำคัญเสน่ห์ที่สร้างจากรอยยิ้ม มีพลังพิเศษมากว่าสิ่งใด เพราะมันมีพลังดึงดูด และ ส่งพลังแห่งความสุขออกไปได้ นั่นไม่แปลกที่เวลาที่เราเห็นคนยิ้ม เราจะ ยิ้มตาม

2. รอยยิ้มทำให้คุณน่าคบหา

             ไม่มีใครอยากคุย หรืออยู่ใกล้กับคนหน้าบูดเหมือนตูดลิงหรอกจริงมั้ย? เวลาที่คุณพูดกับใครแล้วเขา ทำหน้าตาไร้อารมณ์ ไร้ความรู้สึก เป็นใครก็อยากเบือนหน้าหนี แต่กับคนที่ยิ้มแย้ม คนที่มีน้ำใจไมตรี อัธยาศัยดี ไม่ต้องคิดให้มาก เป็นใครก็อยากเข้าหา อยากเข้าใกล้ทั้งนั้นแหละดี๊ดี

3. รอยยิ้มมีพลังของการคิดบวกทำให้โลกสดใส

              ในโลกที่มีแต่ความบึ้งตึง มองไปทางไหนก็มีแต่ความเครียด ผู้คนหน้าตาหม่นหมองอารมณ์ขุ่นมัว บรรยากาศรอบตัวเรา ดูยังไงก็น่าเบื่ออึมครึม ลองคิดภาพ คนเดินเข้าไปในร้านกาแฟ ซักแห่ง หรือ สถานที่ไหนซักที่ ในที่ๆ ทุกคนต่างสนใจแต่สิ่งที่อยู่หน้าตัวเอง และ หน้าตาบึ้งตึงดู ทันทีที่มีหนึ่งคนยิ้มมาที่คุณมันจะทำให้โลกสดใสมากเพราะพลังแห่งการคิดบวก จะเปล่างออกมาจากคนนั้น เป็นใครก็อยากยิ้มตอบ เป็นใครก็รู้สึกสดใสขึ้นมาได้ทั้งนั้น ยิ้มก่อนโลกสดใสก่อน

4. รอยยิ้มสะกดใจจนใครก็หลงไหล

              แค่เจอเธอยิ้มใจก็ละลาย คำนี้ไม่เกินจริงเลย เพราะรอยยิ้มนั้นทำให้คนที่เห็นรู้สึกดี แม้กระทั่งคนที่ต้องเผชิญหน้ากับผู้อื่น หรือ พนักงานขาย ก็ยังต้องอาศัยรอยยิ้มใจการสะกดใจคน รอยอ้มมีพลัง สามารถสร้าง First impression หรือ ความประทับใจเมื่อแรกพบ สามารถทำคะแนนในความสัมพันธ์กับบุคลลอื่น หรือ ช่วยให้ การเจรจา การขาย หรือ การสนทนาเป็นไปอย่างราบรื่น

5. รอยยิ้ม ใช้แก้ไขปัญหา และทะลายกำแพงแห่งความสัมพันธ์ 

              บางความสัมพันธ์อาจมีกำแพง อาจมีปัญหาบางอย่าง หรือ ความห่างเหิน ทำให้คนบางคนไม่กล้าพูดคุยกัน ความหวั่นเกรงมันเกิดขึ้นได้เอง ทั้งเพราะมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น หรือ อาจเกิดขึ้นเองเพราะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรู้สึกไปคนเดียว บางครั้งเมื่อไม่ได้เจอกันนานๆ เช่นเพื่อนเก่า ที่ห่างหายกันไปเจอกันให้ห้าง หรือ คู่รักที่พึ่งทะเลาะกัน หรือ ความสัมพันธ์ในครอบครัว ก็อาจทำให้เกิดความรู้สึกต่อกันไม่ติด เพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีรอยยิ้มออกมา บทสนทนาดีๆ ก็อาจจะเริ่มขึ้นอีกครั้ง กำแพงความรู้สึกที่ขวางกั้น ก็จะถูกทำลายลงด้วยรอยยิ้ม :)


ปิดท้ายกันด้วย 'เพลง รักยิ้ม' ของสาวๆ วง Apple Girl Band ที่จะทำให้คุณยิ้มไม่หุบ ไม่ต้องคิดมาก ฟังเลย ดี๊ดี ;)


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

โปรดแชร์!! 7 วิธีประหยัดน้ำง่ายๆ เพื่อตัวคุณและเพื่อประเทศไทย จ้า

7 Very Easy Ways to Save Water 

 Advertisement

            “น้ำ เป็นสิ่งสำคัญต่อการดำรงชีวิตประจำวันของเราทุกคน.”  ในขณะที่เรามีน้ำใช้กันอย่างไม่หมดสิ้นนั้น เราอาจไม่ได้ใส่ใจและละเลยที่จะประหยัดน้ำ เอาไว้ใช้ยามที่ขาดแคลน แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ข้อมูลล่าสุด ขณะนี้ โดย คุณ ดาริน คล่องอักขระ สำนักข่าว ThaiPBS ได้บ่งบอกว่าน้ำในเขื่อนของไทยขณะนี้ คือ เขื่อนใหญ่ทั้ง 4 ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิต์ เขื่อนแควน้อยฯ และเขื่อป่าสักฯ ที่คอยกักเก็บน้ำไว้เลี้ยงชาวไทยนั้น เหลือน้ำ ที่สามารถนำมาใช้ได้อีกเพียง 3% หรือสามารถใช้ได้อีกเพียง 20 วันเท่านั้น หากไม่ประหยัดน้ำวันนี้เห็นที คนไทย จะขาดน้ำกันจนแย่แน่ เพราะไม่มีน้ำประปาใช้ วันนี้ Too Many Think จึงมี 7 วิธีประหยัดน้ำง่ายๆ มาฝากกันครับ
dd


1. ฉี่ วันละหลายหน ทนกดรวดเดียวก็ได้ : ใช่แล้วครับ ปัสสาวะ หรือ ฉี่ นั้นเราทุกคนต้องทำ และมันก็เป็นการระบายของเสียออกจากร่างกาย และยังเป็นการรักษาอุณหภูมิในร่างกายด้วย ปกติ คนเรา อาจฉี่ได้ถึงวันละ 3-4 ครั้ง และหาก ดื่มน้ำมากๆ ก็จะบ่อยกว่านี้ ซึ่ง การที่เรา ฉี่ แล้ว กด/ราดน้ำ เป็นสิ่งที่ดี แต่หากเรา ลดการราดน้ำลง เช่น ราดทุกสองครั้ง จะลดการใช้น้ำได้ถึงครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว 

วิกฤตน้ำ ประเทศไทย
2. อาบน้ำวันละครั้งก็ยังไม่เลวร้ายเกินไป : ข้อนี้คนส่วนหนึ่งก็ทำอยู่แล้วล่ะครับ อาบน้ำน้อยครั้ง ความจริงแล้ว คนเราควรอาบน้ำ วันละ 2 ครั้งเพื่อ อานามัยที่ดี แต่ในภาวะ น้ำน้อย เช่นนี้ หาก เราลดการอาบน้ำได้ ก็จะ ประหยัดน้ำได้อีกมากเลย ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับ การดำเนินชีวิตของคุณๆ เองด้วยนะ หาก ทำงานเหงื่อออกมาก หรือเป็นโรคผิวหนัง ก็ควรรักษาความสะอาดอาบน้ำด้วยนะครับ 

3. หยุดเปิดน้ำทิ้งเวลา แปรงฟัน ล้างจาน : เวลาล้างจาน แปรงฟัน หลายคนก็ชอบเปิดน้ำทิ้งไว้ครับ เข้าใจว่า มือ มันไม่ว่าง อาจจะเลอะเปรอะเปื้อน แต่การปล่อยให้น้ำไหลลงท่อไปเฉยๆ น่าเสียดายน้ำ อย่าลืมว่า มันอาไปทำประโยชน์ได้อีกเยอะเลย

4. น้ำจากการทำความสะอาด ต้นไม้ยังใช้ได้อยู่จ้า :  ใช่แล้วครับ น้ำถูพื้น น้ำ ซักผ้า คนเรากินไม่ได้แล้วแน่นอน แต่ต้นไม้เขายังต้องการน้ำอยู่ และ เขาก็ใช้น้ำพวกนี้ได้ อย่าทิ้งลงท่อไปเฉยๆ เราเอาไปรดน้ำต้นไม้ได้ครับ ทั้งประหยัดแถมคุ้มค่ามากๆ


ก๊อกน้ำเสีย

5. อย่าพึ่งล้างรถ อดทนต่ออีกหน่อยนะ :  รถใคร ใครก็รักครับ เป็นทั้งหน้าตา และเป็นทั้งความภูมิใจ แต่ในภาวะเช่นนี้ การชะลอการล้างรถออกไป น่าจะช่วยชาติประหยัดน้ำได้โขเ ลย คงไม่ดีแน่ถ้าเราล้างรถจนเอี่ยม แต่ไม่มี น้ำอาบกัน แบบนี้ไม่ดีแน่เลย


6. ก๊อกน้ำรั่วท่อน้ำซึมได้เวลาซ่อมแล้ว : น้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อน…อย่างงี้ น้ำหยดลงท่อ ทุกวัน น้ำมันจะไม่หมดได้อย่างไร? (อันนี้ไม่น่าจะเกี่ยวนะ) ความจริงน้ำที่ซึม ออกมา อาจไม่มาก แต่ก็สะสมหลายวัน ก็จะเป็นการสูญเสียที่ไม่เกิดประโยชน์เลย มาใช้โอกาสนี้ซ่อมแซม ท่อน้ำ ก๊อกน้ำ ที่รั่วซึมกันครับ ทั้งประหยัดเงิน และ ประหยัดน้ำในระยะยาว


7. เลิกแช่น้ำกันซักพัก : เวลาแช่น้ำอุ่น นี่มันฟินสุดยอดครับ แต่ตอนนี้หากเรางดแช่ ดีแน่นอน เพราะการแช่น้ำแต่ละครั้ง เราจะสูญเสียน้ำมากมายไปมากกว่า 5 เท่าของการอาบน้ำแบบปกติ รู้อย่างนี้แล้ว เลิกฟินซะแปบ เพื่อ อนาคตของเรากันนะครับ


            เป็นอย่างไรบ้างครับ กับ 7 วิธี ประหยัดน้ำแสนง่าย ที่เราน้ำมาฝากกัน หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อตัวคุณและคนรู้จัก ช่วยกันแชร์ ช่วยกันแนะนำ ช่วยกันเตือนกันให้ รักษาน้ำ ประหยัดน้ำ อย่างน้อยที่สุด เราก็จะผ่านวิกฤตน้ำนี้ไปด้วยกันเข้าใจตรงกันนะ!  :)

วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2554

ทำไมคน ชอบพูดคำว่า ทำไม? Why Why Why

งง          ทำไม ทำไม ทำไม !!!! 

          เรื่องชวนหัวหน้าคิดวันนี้ คือ ทำไม คนชอบพูดคำว่า ทำไม??? คนเราตอบสนองต่อความความสงสัย ด้วยวลีสั้นๆ ที่ว่า ทำไม เสมอๆ ลองคิดเล่นๆ ดูก็ได้ครับว่า ในหนึ่งวัน คุณเองพูดว่าทำไม ไปกี่ครั้ง ก่อนจะมานั่งพร่ำให้คุณอ่านผมก็ได้ไปทดสอบโดยการ ถามพี่ชายของผมไปว่า "พี่ๆ เวลาคนเราสงสัยอะไรคนเราจะทำยังไง?"

"ไม่รู้ ถามทำไม!!" คำตอบสั้นๆ ห้วนๆ ที่ไม่ได้ทำให้เกิดอะไรใหม่ในสังคม ก็ออกจากปากท่านพี่ของผม



ทำไม? = Why? 

          แล้วคุณละครับ เวลาที่จะคิด จะริเริ่ม สร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ เคยเป็นแบบนี้บ้างรึเปล่า?
สิ่งสารพัด ในโลกนี้เกิดขึ้นมา คำว่าทำไม นั้นมีส่วนทำให้เกิดขึ้น แต่ คำว่าอย่างไร? น่าจะเป็นตัวผลักดันให้เกิดงานสร้างสรรค์ใหม่ๆ เสียมากกว่า

เหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น
ทำไม
          มีอยู่ครั้งนึงผู้เขียนได้รับมอบหมายจากมูลนิธิที่ช่วยงานอยู่ให้ หาทุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ในวันพันธกิจ(คล้ายๆ วันเกิดโครงการอะไรประมาณนั้น) ก็ได้รับมอบหมายให้นำเด็กๆ ที่สอนอยู่ประดิษฐ์ของเล็กๆ น้อยๆ สำหรับขายหาทุน พอดูงบ ความคิดที่เกิดขึ้นครั้งแรกก็คือ โอ้ ทำไมงบเราน้อยจัง ได้งบมาน่าจะ 1000 ได้ แล้วเด็กก็หลายคนอยู่ และผู้เขียนเองสอนคอมพิวเตอร์ให้เด็กน้อย การจะทำสินค้าบางอย่างจากคอมก็ค่อนข้างยากอยู่(สำหรับเด็ก ป.4) โจทย์คือ ผลงานตามชมรมของเด็กๆ ก็คือ คอมพิวเตอร์ พอคิดว่าจะ ทำการ์ดซักหน่อย ชมรมศิลปะก็จองไปซะแล้ว พอเปลี่ยนจะทำที่คั่นหนังสือ เด็กๆ ชมรมรักการอ่านก็สอยไอเดียไปก่อนซะแล้ว คำถามที่สองก็ตามมา ทำไมคิดยากจังคิดยังไงก็ซ้ำ คิดๆๆๆ ยังไงก็คิดไม่ออก พอดูงบประมาณ และคาดการณ์ กำไรที่ต้องได้แล้ว ก็เกิดคำถามในใจอีก ทำไมต้องหาเงินเยอะจัง เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจไม่ค่อยดี ผู้บริจาคน้อยลงไป ค่าอาหารกลางวัน หนูๆ ก็ขึ้น ค่าอื่นๆ อีก ขึ้นหมด แถมเงินบริจาคจาก USA เป็นเงินดอล โดนค่าเงินบาทแข็งเข้าไป งบประมาณขาดกระจุย ก็เลยต้องหาเยอะอยู่

          ผู้เขียนก็เลย ตั้งโจทย์ใหม่กับเด็กๆ ว่า
ทำไมงบน้อยจัง เปลี่ยนเป็น จะทำอย่างไรให้งบที่มีใช้ได้คุ้มค่าที่สุด
ทำไมคิดยากจังคิดยังไงก็ซ้ำ เปลี่ยนเป็น จะสร้างความแตกต่างอย่างไร?
ทำไมต้องหาเงินเยอะจัง เปลี่ยนเป็น ทำอย่างไรที่จะลกต้นทุน และเพิ่มกำไรจาการขายของที่ระลึกได้?

          คำว่า ทำไม ทำไม ทำไม จะทำให้เรามองที่ปัญหา ย้ำๆ ซ้ำๆ อยู่อย่างงั้น และไม่ก่อให้เกิดวิธีการแก้ปัญหา จะต่างกับคำว่า อย่างไร? หรือ How ซึ่งจะนำไปสู่การคิดต่อยอด ความคิดสร้างสรรค์ได้

ในที่สุด ก็ปิ้งไอเดียทำปฎิทิน น้องในชมรมคนหนึ่งก็บอกขึ้นมา เราวาดรูปได้ เราอยากวาดรูป ผู้เขียนจึงให้วาดรูปลงในกระดาษนั่นแหละ แล้ว สแกนใส่คอม และให้เด็กๆ ตกแต่งรูปง่ายๆ ด้วย โปรแกรมโฟโตช็อป และนำภาพนั้นไปทำปฎิทินไม้สวยงาม ผลงานจึงโดดเด่น และขายได้กำไร เท่าตัวจากที่ลงทุนไปวันนี้เอารูปมาให้ดูด้วย

ปฎิทิน สร้างสรรค์
รูปตัวอย่างผลงาน ฝีมือเด็กๆ ชมรมทำ


ตัวอย่างที่ดี ของคำว่า ทำไม และอย่างไร?

เมื่อนานมาแล้ว มีเด็กชาย ที่ชื่อว่า ไอแซก นิวตัน ชอบไปแอบนอนหลับใต้ต้น แอ๊ปเปิ้ล เป็นประจำทุกๆ บ่าย วันหนึ่ง บังเอิญว่า ต้นแอ๊ปเปิ้ลนั้น โตเต็มที่และกำลังออกผล ผลที่สุกก็ หล่นตุ๊บ ใส่กลางกระบาน เด็กชายไอแซค นิวตัน จนสะดุ้งตื่น เด็กชายไอแซก ก็ ตัดพ้อ ต้นไม้นั้นว่า

"คุณต้นไม้นี่นะ ใจร้ายจัง ...ทำไมต้องทิ้งแอ๊ปเปิ้ลใส่หัว หนูด้วย"

"..." ต้นไม้ไม่ตอบอะไร แต่ทิ้งแอ๊ปเปิ้ลอีกลูกลงกลาง หัว เจ้าเด็กน้อยอีกครั้ง

"โอ้ย!!! ทำไมต้องตกลงมาตรงนี้ด้วย!!!" เด็กน้อยตะโกนต่อว่า

"..." ต้นไม้ก็ยัง ไม่ตอบอะไร สุดท้ายเด็กน้อย มองขึ้นไป เห็นแอ๊ปเปิ้ล อีกลูกกำลังจะตกลงมา เด็กน้อยจึง
หลบได้ และเริ่มเกิดความคิดใหม่ๆ ว่า มันตกลงมาได้อย่างไร?

เด็กน้อย เห็นว่า ของที่ตกลงมาเวลาตกจะตกลงมา จากข้างบนสู่พื้น ในทิศทางตรง เด็กน้อยเรียกกระบวนการนี้ว่า แรงดึงดูดของโลก


สำหรับคนที่กำลังท้อแท้สิ้นหวัง นะครับ ถ้า เรามัวตัดพ้อต่อว่า โชคชะตา ว่า

ทำไมชีวิตฉันถึงแย่แบบนี้
ทำไมลูกๆ ถึงทะเลาะกัน
ทำไมมันถึงไม่เป็นอย่างี้
ทำไมถึงไม่เป็นอย่างงั้น
...ทำไมถึงทำกับฉันได้

ลองเปลี่ยนคำว่า ทำไม เป็นคำว่าอย่างไร? กันดีกว่า ทำอย่างไรชีวิตฉันถึงจะดีขึ้น ทำอย่างไรลูกๆ จะรักกัน ทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ ก็จะดูมีความหวังกว่า พร่ำๆ บ่นๆ ทำไมๆๆๆ นะครับ ทำไมจะบอกเราถึงสาเหตุ ส่วนทำอย่างไร? จะบอกถึงการแก้ปัญหา


"แค่เปลี่ยนความ...คิดชีวิตก็เปลี่ยน" จริงๆ นะครับ ^^


เขียนโดย พีระพัฒน์ โตวรกุล



บทความที่ได้รับความนิยม