แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คิดบวก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คิดบวก แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

5 ประโยชน์ของรอยยิ้ม ที่จะทำให้ชีวิตคุณ ดี๊ดี


 Advertisement

            เพราะ Too Many Think เชื่อว่า "รอยยิ้ม ทำให้โลกนี้สดใจ ยิ้มสิ ละลายความเครียดได้" การยิ้มมีพลังพิเศษ เวลามีความสุขคนเรามักจะยิ้มออกมา รอยยิ้มทำให้โลกดูสดใสเสมอ รอยยิ้มยังมีประโยชน์กว่าแค่ความใช้แสดงรู้สึกมีความสุขออกมาเท่านั้นนะ วันนี้มาดูกันว่ารอยยิ้มทำอะไรได้บ้าง และจะทำให้ชีวิตคุณดีขึ้นได้อย่างไรกัน?


1. รอยยิ้มมีพลังและเปี่ยมเสน่ห์ 

            บางคนหน้าตาสวยหล่อ จะหน้าบึ้งหรือ หน้าตานิ่งๆ ก็ดูดีมีเสน่ห์ แต่คุณเชื่อหรือไม่?  บางคนเวลายิ้มแล้วมีเสน่ห์มากๆ อาจทำให้คนธรรมดา กลายเป็น คนน่ารัก เปี่ยมเสน่ห์ไปเลย ที่สำคัญเสน่ห์ที่สร้างจากรอยยิ้ม มีพลังพิเศษมากว่าสิ่งใด เพราะมันมีพลังดึงดูด และ ส่งพลังแห่งความสุขออกไปได้ นั่นไม่แปลกที่เวลาที่เราเห็นคนยิ้ม เราจะ ยิ้มตาม

2. รอยยิ้มทำให้คุณน่าคบหา

             ไม่มีใครอยากคุย หรืออยู่ใกล้กับคนหน้าบูดเหมือนตูดลิงหรอกจริงมั้ย? เวลาที่คุณพูดกับใครแล้วเขา ทำหน้าตาไร้อารมณ์ ไร้ความรู้สึก เป็นใครก็อยากเบือนหน้าหนี แต่กับคนที่ยิ้มแย้ม คนที่มีน้ำใจไมตรี อัธยาศัยดี ไม่ต้องคิดให้มาก เป็นใครก็อยากเข้าหา อยากเข้าใกล้ทั้งนั้นแหละดี๊ดี

3. รอยยิ้มมีพลังของการคิดบวกทำให้โลกสดใส

              ในโลกที่มีแต่ความบึ้งตึง มองไปทางไหนก็มีแต่ความเครียด ผู้คนหน้าตาหม่นหมองอารมณ์ขุ่นมัว บรรยากาศรอบตัวเรา ดูยังไงก็น่าเบื่ออึมครึม ลองคิดภาพ คนเดินเข้าไปในร้านกาแฟ ซักแห่ง หรือ สถานที่ไหนซักที่ ในที่ๆ ทุกคนต่างสนใจแต่สิ่งที่อยู่หน้าตัวเอง และ หน้าตาบึ้งตึงดู ทันทีที่มีหนึ่งคนยิ้มมาที่คุณมันจะทำให้โลกสดใสมากเพราะพลังแห่งการคิดบวก จะเปล่างออกมาจากคนนั้น เป็นใครก็อยากยิ้มตอบ เป็นใครก็รู้สึกสดใสขึ้นมาได้ทั้งนั้น ยิ้มก่อนโลกสดใสก่อน

4. รอยยิ้มสะกดใจจนใครก็หลงไหล

              แค่เจอเธอยิ้มใจก็ละลาย คำนี้ไม่เกินจริงเลย เพราะรอยยิ้มนั้นทำให้คนที่เห็นรู้สึกดี แม้กระทั่งคนที่ต้องเผชิญหน้ากับผู้อื่น หรือ พนักงานขาย ก็ยังต้องอาศัยรอยยิ้มใจการสะกดใจคน รอยอ้มมีพลัง สามารถสร้าง First impression หรือ ความประทับใจเมื่อแรกพบ สามารถทำคะแนนในความสัมพันธ์กับบุคลลอื่น หรือ ช่วยให้ การเจรจา การขาย หรือ การสนทนาเป็นไปอย่างราบรื่น

5. รอยยิ้ม ใช้แก้ไขปัญหา และทะลายกำแพงแห่งความสัมพันธ์ 

              บางความสัมพันธ์อาจมีกำแพง อาจมีปัญหาบางอย่าง หรือ ความห่างเหิน ทำให้คนบางคนไม่กล้าพูดคุยกัน ความหวั่นเกรงมันเกิดขึ้นได้เอง ทั้งเพราะมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น หรือ อาจเกิดขึ้นเองเพราะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรู้สึกไปคนเดียว บางครั้งเมื่อไม่ได้เจอกันนานๆ เช่นเพื่อนเก่า ที่ห่างหายกันไปเจอกันให้ห้าง หรือ คู่รักที่พึ่งทะเลาะกัน หรือ ความสัมพันธ์ในครอบครัว ก็อาจทำให้เกิดความรู้สึกต่อกันไม่ติด เพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีรอยยิ้มออกมา บทสนทนาดีๆ ก็อาจจะเริ่มขึ้นอีกครั้ง กำแพงความรู้สึกที่ขวางกั้น ก็จะถูกทำลายลงด้วยรอยยิ้ม :)


ปิดท้ายกันด้วย 'เพลง รักยิ้ม' ของสาวๆ วง Apple Girl Band ที่จะทำให้คุณยิ้มไม่หุบ ไม่ต้องคิดมาก ฟังเลย ดี๊ดี ;)


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2554

ทำไมคน ชอบพูดคำว่า ทำไม? Why Why Why

งง          ทำไม ทำไม ทำไม !!!! 

          เรื่องชวนหัวหน้าคิดวันนี้ คือ ทำไม คนชอบพูดคำว่า ทำไม??? คนเราตอบสนองต่อความความสงสัย ด้วยวลีสั้นๆ ที่ว่า ทำไม เสมอๆ ลองคิดเล่นๆ ดูก็ได้ครับว่า ในหนึ่งวัน คุณเองพูดว่าทำไม ไปกี่ครั้ง ก่อนจะมานั่งพร่ำให้คุณอ่านผมก็ได้ไปทดสอบโดยการ ถามพี่ชายของผมไปว่า "พี่ๆ เวลาคนเราสงสัยอะไรคนเราจะทำยังไง?"

"ไม่รู้ ถามทำไม!!" คำตอบสั้นๆ ห้วนๆ ที่ไม่ได้ทำให้เกิดอะไรใหม่ในสังคม ก็ออกจากปากท่านพี่ของผม



ทำไม? = Why? 

          แล้วคุณละครับ เวลาที่จะคิด จะริเริ่ม สร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ เคยเป็นแบบนี้บ้างรึเปล่า?
สิ่งสารพัด ในโลกนี้เกิดขึ้นมา คำว่าทำไม นั้นมีส่วนทำให้เกิดขึ้น แต่ คำว่าอย่างไร? น่าจะเป็นตัวผลักดันให้เกิดงานสร้างสรรค์ใหม่ๆ เสียมากกว่า

เหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น
ทำไม
          มีอยู่ครั้งนึงผู้เขียนได้รับมอบหมายจากมูลนิธิที่ช่วยงานอยู่ให้ หาทุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ในวันพันธกิจ(คล้ายๆ วันเกิดโครงการอะไรประมาณนั้น) ก็ได้รับมอบหมายให้นำเด็กๆ ที่สอนอยู่ประดิษฐ์ของเล็กๆ น้อยๆ สำหรับขายหาทุน พอดูงบ ความคิดที่เกิดขึ้นครั้งแรกก็คือ โอ้ ทำไมงบเราน้อยจัง ได้งบมาน่าจะ 1000 ได้ แล้วเด็กก็หลายคนอยู่ และผู้เขียนเองสอนคอมพิวเตอร์ให้เด็กน้อย การจะทำสินค้าบางอย่างจากคอมก็ค่อนข้างยากอยู่(สำหรับเด็ก ป.4) โจทย์คือ ผลงานตามชมรมของเด็กๆ ก็คือ คอมพิวเตอร์ พอคิดว่าจะ ทำการ์ดซักหน่อย ชมรมศิลปะก็จองไปซะแล้ว พอเปลี่ยนจะทำที่คั่นหนังสือ เด็กๆ ชมรมรักการอ่านก็สอยไอเดียไปก่อนซะแล้ว คำถามที่สองก็ตามมา ทำไมคิดยากจังคิดยังไงก็ซ้ำ คิดๆๆๆ ยังไงก็คิดไม่ออก พอดูงบประมาณ และคาดการณ์ กำไรที่ต้องได้แล้ว ก็เกิดคำถามในใจอีก ทำไมต้องหาเงินเยอะจัง เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจไม่ค่อยดี ผู้บริจาคน้อยลงไป ค่าอาหารกลางวัน หนูๆ ก็ขึ้น ค่าอื่นๆ อีก ขึ้นหมด แถมเงินบริจาคจาก USA เป็นเงินดอล โดนค่าเงินบาทแข็งเข้าไป งบประมาณขาดกระจุย ก็เลยต้องหาเยอะอยู่

          ผู้เขียนก็เลย ตั้งโจทย์ใหม่กับเด็กๆ ว่า
ทำไมงบน้อยจัง เปลี่ยนเป็น จะทำอย่างไรให้งบที่มีใช้ได้คุ้มค่าที่สุด
ทำไมคิดยากจังคิดยังไงก็ซ้ำ เปลี่ยนเป็น จะสร้างความแตกต่างอย่างไร?
ทำไมต้องหาเงินเยอะจัง เปลี่ยนเป็น ทำอย่างไรที่จะลกต้นทุน และเพิ่มกำไรจาการขายของที่ระลึกได้?

          คำว่า ทำไม ทำไม ทำไม จะทำให้เรามองที่ปัญหา ย้ำๆ ซ้ำๆ อยู่อย่างงั้น และไม่ก่อให้เกิดวิธีการแก้ปัญหา จะต่างกับคำว่า อย่างไร? หรือ How ซึ่งจะนำไปสู่การคิดต่อยอด ความคิดสร้างสรรค์ได้

ในที่สุด ก็ปิ้งไอเดียทำปฎิทิน น้องในชมรมคนหนึ่งก็บอกขึ้นมา เราวาดรูปได้ เราอยากวาดรูป ผู้เขียนจึงให้วาดรูปลงในกระดาษนั่นแหละ แล้ว สแกนใส่คอม และให้เด็กๆ ตกแต่งรูปง่ายๆ ด้วย โปรแกรมโฟโตช็อป และนำภาพนั้นไปทำปฎิทินไม้สวยงาม ผลงานจึงโดดเด่น และขายได้กำไร เท่าตัวจากที่ลงทุนไปวันนี้เอารูปมาให้ดูด้วย

ปฎิทิน สร้างสรรค์
รูปตัวอย่างผลงาน ฝีมือเด็กๆ ชมรมทำ


ตัวอย่างที่ดี ของคำว่า ทำไม และอย่างไร?

เมื่อนานมาแล้ว มีเด็กชาย ที่ชื่อว่า ไอแซก นิวตัน ชอบไปแอบนอนหลับใต้ต้น แอ๊ปเปิ้ล เป็นประจำทุกๆ บ่าย วันหนึ่ง บังเอิญว่า ต้นแอ๊ปเปิ้ลนั้น โตเต็มที่และกำลังออกผล ผลที่สุกก็ หล่นตุ๊บ ใส่กลางกระบาน เด็กชายไอแซค นิวตัน จนสะดุ้งตื่น เด็กชายไอแซก ก็ ตัดพ้อ ต้นไม้นั้นว่า

"คุณต้นไม้นี่นะ ใจร้ายจัง ...ทำไมต้องทิ้งแอ๊ปเปิ้ลใส่หัว หนูด้วย"

"..." ต้นไม้ไม่ตอบอะไร แต่ทิ้งแอ๊ปเปิ้ลอีกลูกลงกลาง หัว เจ้าเด็กน้อยอีกครั้ง

"โอ้ย!!! ทำไมต้องตกลงมาตรงนี้ด้วย!!!" เด็กน้อยตะโกนต่อว่า

"..." ต้นไม้ก็ยัง ไม่ตอบอะไร สุดท้ายเด็กน้อย มองขึ้นไป เห็นแอ๊ปเปิ้ล อีกลูกกำลังจะตกลงมา เด็กน้อยจึง
หลบได้ และเริ่มเกิดความคิดใหม่ๆ ว่า มันตกลงมาได้อย่างไร?

เด็กน้อย เห็นว่า ของที่ตกลงมาเวลาตกจะตกลงมา จากข้างบนสู่พื้น ในทิศทางตรง เด็กน้อยเรียกกระบวนการนี้ว่า แรงดึงดูดของโลก


สำหรับคนที่กำลังท้อแท้สิ้นหวัง นะครับ ถ้า เรามัวตัดพ้อต่อว่า โชคชะตา ว่า

ทำไมชีวิตฉันถึงแย่แบบนี้
ทำไมลูกๆ ถึงทะเลาะกัน
ทำไมมันถึงไม่เป็นอย่างี้
ทำไมถึงไม่เป็นอย่างงั้น
...ทำไมถึงทำกับฉันได้

ลองเปลี่ยนคำว่า ทำไม เป็นคำว่าอย่างไร? กันดีกว่า ทำอย่างไรชีวิตฉันถึงจะดีขึ้น ทำอย่างไรลูกๆ จะรักกัน ทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ ก็จะดูมีความหวังกว่า พร่ำๆ บ่นๆ ทำไมๆๆๆ นะครับ ทำไมจะบอกเราถึงสาเหตุ ส่วนทำอย่างไร? จะบอกถึงการแก้ปัญหา


"แค่เปลี่ยนความ...คิดชีวิตก็เปลี่ยน" จริงๆ นะครับ ^^


เขียนโดย พีระพัฒน์ โตวรกุล



วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2554

ความคิดสร้างสรรค์ คือ อะไร??? ใครก็ได้ช่วยบอกที

What is Creative thinking?                                                             


วิธีการสร้างองค์ความรู้ความคิดในโลกนี้ มี ด้วยกัน 3 แบบ

1.คิดแต่เรื่องเดิมเดิม เรียก คิดตาม เคยทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น
2.คิดแต่เรื่องใหม่ๆ เรียก คิดต่าง ใครเขาทำอะไร อย่าไปทำอย่างนั้น
3.คิดว่าจะนำเรื่องเดิมมาเพิ่มเติมให้ดีขึ้นได้อย่างไร? เรา เรียก คิดต่อยอด

3 ความคิดนี้ดี ทุกแบบ การคิดตาม ทำให้เกิด วัฒนธรรมอันดี คิดต่างทำให้เกิด นวัตกรรมใหม่ๆ คิดต่อยอดทำให้ เกิดการผสมผสานและทวีคูณความรู้

หาก คิดแต่เรื่องเดิมๆ ก็ไม่เกิดสิ่งใหม่ หาก คิดเรื่องไม่ คิดต่างแต่ไม่เป็นประโยชน์ ก็ไม่สร้างสรรค์ 


เกริ่นมาซะยาว และความคิดสร้างสรรค์ละ??? อยู่ตรงไหน???
อยู่ตรงนี้ >>>> ความคิดสร้างสรรค์(Creative thinking)

ดังนั้น ความคิดสร้างสรรค์ คือ "ความคิดอันเกิดจากกระบวนการคิดของมนุษย์ที่เป็นผลจากการวิเคราะห์ สังเคราะห์จนเกิดเป็นความรู้ หรือสิ่งใหม่ ที่แตกต่างจากเดิมและสามารถก่อให้เกิดประโยชน์จากการนำความคิดนั้นไปใช้คิดค้นและสร้างสิ่งใหม่ได้" (พีระพัฒน์ โตวรกุล)

คิดสร้างสรรค์หรือ

"ความคิดสร้างสรรค์ คือ กระบวนการคิดของสมองซึ่งมีความสามารถในการคิดได้หลากหลายและแปลกใหม่จากเดิม โดยสามารถนำไปประยุกต์ทฤษฎี หรือหลักการได้อย่างรอบคอบและมีความถูกต้อง จนนำไปสู่การคิดค้นและสร้างสิ่งประดิษฐ์ที่แปลกใหม่หรือรูปแบบความคิดใหม่..."   (สุพัตรา ทาวงศ์)







คำว่าความคิดสร้างสรรค์ มาจาก 2 คำว่า

คำว่าสร้าง = ก่อให้เกิดสิ่งใหม่
+
คำว่าสรรค์ = ก็แปลว่า สร้างเหมือนกัน

สร้างสรรค์ เป็นคำซ้อน แปลว่า สร้างให้เกิดสิ่งใหม่ พ้องเสียงกับคำว่า สรร ที่แปลว่า "สรร" ซึ่งแปลว่า  เลือก, หา 
ซึ่ง กลายเป็นคำว่า สรรสร้าง นั่นเอง

วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2554

มีมั้ย??...วิธีไม่คิดมาก

ความคิดนี่เป็นกระบวนการที่ว่องไวมากเลยนะครับ

เราตอบสนองกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยความคิดแบบไหนนั้น ก็เพราะกระบวนการดังต่อไปนี้ - ทันทีที่ ประสาทสัมผัส(หู ตา จมูก ปาก กายสัมผัส) รับรู้สิ่งเร้า...ก็จะแปลความหมาย แล้วส่งไปตามเส้นประสาท เข้าสู่สมอง สมองก็ตีความออกมา เป็นความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อสิ่งต่างๆ ที่ได้สัมผัสนั้น ซะแล้ว ถ้าเป็นความรู้สึกร้อน-เย็น, เหม็น-หอม นี่ไม่ต่างกันเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นเรื่อง ที่ปวดหัวคนเรา ก็เพราะหัวกะบาลมันตีความตาม ทัศนะคติและประสบการณ์ ออกเป็นเรื่องที่คิดมากเกินไป แล้วจะแก้ได้ยังไง นี้เป็นการตอบสนองต่อสิ่งเร้าเท่านั้น ความคิดยังเกิดจากประสบการณ์เบื้องหลังอีก และหลายครั้งเกิดจาก Stereotypes หรือ การคิดแบบตายตัวอีก เช่น ฝรั่งรวย คนแขกตัวเหม็น คนใต้ดุ เขยไทยขี้เกียจ พวกนี้มันความคิดที่ตีตรา ลวงโลกทั้งนั้นเลย

           มีมั้ย??...วิธีไม่คิดมาก คุณเคยมั้ยที่มีอาการคิดมากไปเอง ...เช่น คุณได้ร่วมงานกับคนแปลกหน้า ขณะที่พบกันครั้งแรก คุณจับมือกับเขา แล้ว สบตากัน ดวงตาของคุณสังเกตเห็นว่า เขา ยิ้มที่มุมปากอย่างไม่เป็นมิตร ดวงตา ส่ง ข้อความ ไปตีความที่สมองเรียบร้อยแล้ว คุณรู้สึกไม่สบายใจ และคิดว่า คนๆ นี้ อาจไม่น่าไว้ใจ อึดอัดมากทำงานกับเค้าตั้งนานสุดท้าย เค้าก็แค่คน หน้าดุคนนึง คิดมากจนจะกลายเป็นโรคคิดมากกันไปอยู่แล้วคนสมัยนี้

           หรือ คุณโทรไปหาแฟน เธอพูดห้วนกับคุณ อย่างที่คุณไม่คุ้น คุณได้ฟัง และรู้สึกว่าเธอเปลี่ยนไป??? แต่ความจริง  คุณโทรไปขณะที่เธอกำลังยุ่ง หรือคุณอ่านข่าว น้ำแข็งขั้วโลกละลาย คุณนั่งกังวล 3 วัน 7 วัน ว่าโลกกำลังจะถึงกาลอวสานจนทำอะไรไม่ได้เลยซักอย่าง???

          มีคำถาม ถามกันบ่อย ทำไงดี ผมเป็นคนคิดมาก
คำถาม ที่ คนคิดมากควร ถามตัวเองกลับก็คือ คุณคิดมากทุกเรื่องรึเปล่า หรือบางเรื่อง ครับ

          สำหรับคนชอบคิดมาก และหาวิธีไม่คิดมากนั้น ผมอยากบอกว่า ทำไมได้หรอกครับ

          เพราะอะไร เพราะยิ่งคุณๆ ไม่อยากคิด คุณก็จะยิ่งคิดครับ มันจะมีอะไรต่อมิอะไร พุ่งออกมาจากหัวสมองเยอะไปหมด ภายในไม่กี่วินานาที เช่น ทำไงดีฉันคิดมากไป ทำยังไงให้คิดน้อยลงนะ มันต้องมีวิธีสิ หาในอินเตอร์เน็ตจะมีมั้ย เอ๊ะ เคยอ่านเจอในหนังสือเค้าบอกว่า...บลาๆๆๆ นั่นไงครับ ยิ่งคิดยิ่งมาเยอะ ความคิดคนเรานี่ก็แปลก

วันนี้ เราจะ มาเสนอ วิธี คิดเท่าเดิม แต่เพิ่มประสิทธิภาพกันครับ 

1. คิดบวกดูดี และสบายใจ 
          ลองเปลี่ยนจากคำว่า  คิดมาก...วิตก...สับสน   มาเป็น    คิดเยอะ ...วิเคราะห์ ...สร้างสรรค์

คำ 2 ชุดนี้แตกต่างกันอย่างไรครับ ชุด ที่ 1 เป็นคำด้านลบ ฟัง แล้ว ดูหดหู่ ห่อเหี่ยวเหมือนเกี๊ยวซ่า แช่น้ำซุป ส่วนอีกชุด ความหมายคล้ายกัน มีบางคำที่สะกดด้วยอักษรใกล้เคียง แต่ฟังแล้วสดชื่นกว่ากัน เหตุการณ์เดิมครับ แต่เป็นด้านความคิดสร้างสรรค์ ในอีกมุมมอง ทุกอย่างไม่ได้มีแค่ด้านเดียวครับลองมองต่างมุมดูครับ

ดังนั้นไม่ว่าเจอสถานะการณ์ใดๆ ให้คุณๆ เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อ สถานะการณ์นั้นครับ เชื่อเถอะครับถ้าเรามองมันเสียใหม่อะไรๆ ก็จะดีขึ้นครับ

ตัวอย่างที่ดี ::: คือ สตีป จ๊อบ เจ้าแห่งนวตกรรม แบรนด์ APPLE นั้นแหละครับ เค้าก่อนตั้ง บริษัท APPLE Inc. ตั้งแต่ยังอยู่วัยเรียน ดูแลจนกิจการเติบโต วันหนึ่งได้ตัดสินใจเพิ่มทุนโดยการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ และเมื่อเข้าตลาด ก็มีผู้ถือหุ้น และ เขาก็ได้รับแต่งตั้งเป็น CEO บริหารบริษัทซึ่งเขาก่อตั้ง แต่วันหนึ่ง เขาถูก ไล่ออกจากบริษัท ของตัวเอง ในที่สุดเขาก็ คิดมาก...วิตก...สับสน  จิตตกไปครับสุดท้ายเขาก็ ยืนหยัดใหม่โดยเห็นว่าเป็นโอกาสที่จะสร้างอะไรใหม่ๆ เขาจึงตั้งบริษัท PIXAR (ที่ทำการ์ตูน 3D นั่นแหละครับ) ขึ้นมา และสุดท้ายก็ตั้งตัวได้ใหม่ และได้กลับเข้ามา บริหาร APPLE อีก และ ทำให้เกิดอะไรต่อมิอะไรดีๆ ให้คนทั้งโลกได้ใช้ จากความคิดที่ คิดเยอะ ...วิเคราะห์ ...สร้างสรรค์ ของเขานั่นเอง

"อย่าพยายามคิดในสิ่งที่จะทำร้ายตัวคุณเอง จงเอาเวลาที่คิดสิ่งนั้นไปคิดในสิ่งที่ดีกว่า และเกิดประโยชน์กว่า แค่เปลี่ยนวิธีการคิดชีวิตก็เปลี่ยน"


2. เบนเข็มความคิดออกจากความคิดเดิมๆ ที่ซ้ำเติมคุณอยู่
           คนที่จมอยู่กับความคิดเก่าๆ ไม่สามารถสลัด ความกังวลออกไปได้ สุดท้ายจะมีสภาพไม่ต่างจาก การจมปลักโคลนแห่งความท้อแท้ใจ อย่ามัวปล่อยตัวปล่อยเวลาเวียนว่ายอยู่ในบ่อโคลนเน่าๆ นั้นครับ ลองหากิจกรรม อื่นๆ ทำ หรือโฟกัสไปที่ สิ่งที่มีประโยชน์

- ลองหา คนที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ และหากิจกรรมทำร่วมกับเขา
- หากิจกรรมที่ทำแล้วผ่อนคลาย เช่น เดินเล่น อ่านหนังสือ
- เริ่มต้นทำสิ่งใหม่ การทำสิ่งใหม่ๆ จะทำให้ ชีวิตสดชื่น คุณจะโฟกัสที่มัน และ ตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ๆ เหล่านั้นมากกว่า

3. อย่าหาคนรับผิดชอบความคิดของคุณ!!
            หลายคนตกเป็นจำเลยความคิดของตัวเอง หรือไม่ก็พยายามหา แพะ มารับบาป เช่น เพราะเธอทำแบบนี้บ่อยๆ ฉันจึงอารมณ์เสีย เป็นความผิดของเขา หรือ เป็นเพราะโชคชะตาฟ้าดิน แต่ให้ทำความเข้าใจเบื้องหลังของบุคคล ที่ทำให้เขาหรือเธอ หรืออะไรก็ตาม ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ โดยไม่พุ่งเป้าที่ตัวบุคคล และคุณเองเท่านั้นที่จะต้องเป็นฝ่ายจัดการกับความคิดของคุณ ไม่ใช่คุณโทษตัวเอง แต่ให้คุณทำใจให้กว้างและปล่อยวางต่างหาก


อย่างไรก็ดีครับ ความคิดเป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ง่าย แต่เป็นเรื่องที่บริหารกันได้ "ความสุขหรือความทุกข์ห่างกันแค่เส้นกั้นบางๆ ก็คือเส้นกั้นทางความคิดนี่แหละครับ" 


ไม่อย่างงั้น โบราณท่านจะว่า สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจอย่างนั้นเหรอครับ คิดดีมีความสุข ก็สุขแท้เหมือนสวรรค์ คิดมากวุ่นวายพันลวัน ก็เหมือนฝันว่าตกนรกอยู่ร่ำไป เลิกคิดมาก และมาคิดเยอะในสิ่งที่สร้างสรรค์กันดีกว่าครับ ^^

ยินดีต้อนรับสู่ Too Many Think บล๊อกวุ่นวายของคนคิดเยอะ+++

ทักทาย สบายๆ สไตล์ Too Many Think+++

          สวัสดีครับ พี่น้องชาวไทย ก็ขอกราบสวัสดีงามๆ แก่ผู้ที่เข้ามาอ่านบล๊อกแห่งนี้นะครับ ไม่มีอะไรมาก วันนี้ฝนตกฟ้าครึ้ม ก็เลยคิดมากนึกครึ้มอยากเขียนบล๊อกขึ้นมา พอความคิดสร้างสรรค์เริ่มเกิด ไอเดียก็บรรเจิดทันใด เปิดคอมลงมือ สมัครแล้วจะลงมือเขียนเลย แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นตามมาเพราะ ไม่รู้จะเขียนเรื่องอะไร ไอ้เราก็ไม่ใช่ ท่าน เทพ EXPERT ที่ไหน เป็น เด็กไทยกินข้าวเหนียว ธรรมดา คิดไปคิดมาก็เลย พบทางออกว่า อ้อ นี่เราคิดมากไป Too Many Think สุดๆ ก็ ทำบล๊อก เขียน Many Things ไปเลย ไม่ต้อง Something แบบ expert ก็ได้ ก็เขียนงูๆ ปลาๆ หรือเรื่องนานา(ไร้)สาระไปนั้นแหละ เรื่องที่ถนัดก็เขียนยาวหน่อย เรื่องที่ไม่ถนัดก็ เขียนตามความเข้าใจตามความรู้สึกไป คิดยังไงก็เขียนอย่างงั้น เหมือนเป็นการเล่นสู่กันฟังก็แล้วกัน อย่างไรก็ดี รับรองว่า หลากหลาย วาไรตี้สุดๆ แน่นอน

โม้มาซะยาวเลย โม้เสร็จก็เลยเมื่อยนิ้วน่าดู เดี๋ยวคงต้องไป ส่องดูก่อนว่า จะมีอะไรมาเขียนมาเล่าก็แล้วกัน สำหรับตอนนี้ก็ทักทายกันเล่นๆ ไปก่อน ยังไม่ทันไร ก็ มี คนเข้ามาดู 2 คนแล้วฮอตจริงๆ คนแรกก็คือ คนเขียนนั่นเองไม่ใช่ใคร ส่วนอีกคน ก็คงเป็น Bot ของกูเกิ้ลละมั้ง 5555++++ ไปก่อนดีกว่า รู้สึกแปลกๆ พิกล ^^

"มองโลกบวก ชีวิตก็บวก"

บทความที่ได้รับความนิยม